อีกอาการหนึ่งของสัญญาณเตือนโรคมะเร็งที่พบบ่อยคืออาการมีก้อนขึ้นผิดปกติตามร่างกาย ซึ่งมีทั้งก้อนที่โตขึ้นจากตัวอวัยวะปกติ และอีกประเภทที่พบได้บ่อยกว่าคือต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลำคอ ข้อพับต่างๆ ขาหนีบและตำแหน่งที่พูดถึงวันนี้คือ "รักแร้"
หลายคนคงเคยมีอาการเจ็บและมีก้อนบริเวณรักแร้ ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นซีสต์ของต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อที่ชั้นใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีอาการบวมแดงที่ผิวหนังชัดเจน บางรายอาจเห็นรูเปิดของซีสต์หรือสีผิวหนังบริเวณก้อนคล้ำผิดปกติ เนื่องจากซีสต์พวกนี้เกิดในชั้นล่างที่อยู่ติดชิดกับผิวหนังส่วนบน ในขณะที่ก้อนที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองโตอยู่ลึกกว่า เพราะอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้การคลำหายากกว่าพวกซีสต์ใต้ผิวหนัง ถ้าคลำ
ได้ก้อนที่ไม่ค่อยชัดเจนบริเวณรักแร้ มีอาการเจ็บบริเวณก้อนร่วมด้วยและเพิ่งเริ่มเป็นไม่นาน พวกนี้ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นแค่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ มีทั้งที่เป็นการอักเสบที่ตัวต่อมน้ำเหลืองเองและพวกที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออักเสบของบริเวณข้างเคียงแล้วเกิดต่อมน้ำเหลืองโตอักเสบจากการดักจับและต่อสู้กับการติดเชื้อนั้น
อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในเพศหญิงที่พบได้ประปรายคือก้อนที่รักแร้ อันเกิดจากเนื้อของเต้านมปกติที่เจริญผิดที่ เนื่องจากตัวเต้านมเมื่อเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะตั้งแต่ที่ยังเป็นทารกอยู่ในท้องแม่ เริ่มตั้งต้นที่ตำแหน่งรักแร้ทั้งสองข้าง เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นตามลำดับ
ต่อมน้ำนมจะมีการเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ที่บริเวณหน้าอกทั้งสองข้างตามปกติ ในรายที่ยังมีเนื้อเต้านมที่หลงเหลือตกค้างบริเวณรักแร้หรือเคลื่อนตัวลงมาไม่หมด ก็ทำให้มีก้อนปูดนูนบริเวณรักแร้ บางรายอาจมีอาการคัดตึงที่รักแร้เช่นเดียวกับบริเวณเต้านมในระหว่างที่มีประจำเดือน
มาถึงก้อนที่น่ากลัวที่บริเวณรักแร้ก็คือ ก้อนจากมะเร็งที่มาเล่นงานต่อมน้ำเหลือง พวกนี้มักไม่มีอาการเจ็บร่วมด้วยและมักเป็นนานกว่า 2-3 สัปดาห์ โตขึ้นเรื่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมี 2 ประเภทหลักคือ มะเร็งของตัวต่อมน้ำเหลืองเองกับมะเร็งที่แพร่กระจายลุกลามมาที่ต่อมน้ำเหลือง อันมาจากอวัยวะอื่น ประเภทแรกมะเร็งของตัวต่อมน้ำเหลืองเองหรือลิมฟ์โฟม่าที่มีหลายประเภท แต่ประเภทที่พบได้บ่อย คือมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาตามเส้นทางการไหลของน้ำเหลือง Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No ที่พบบ่อยกว่าอวัยวะอื่นๆ คือมะเร็งเต้านม หลายรายที่ไม่ใส่ใจตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ มารู้อีกทีตอนมีก้อนมาโผล่ที่รักแร้ มีน้อยรายที่เป็นมะเร็งเต้านมแต่คลำไม่พบก้อนที่เต้านมแต่กระจายมาที่รักแร้เลย เพราะฉะนั้นหมั่นตรวจหมั่นคลำรักแร้ด้วยนะครับ เจอก้อนผิดปกติไม่แน่ใจก็รีบไปพบแพทย์
คนไทยเป็นไวรัสตับอักเสบบี 5 ล้านคน
ปัจจุบันคาดคะเนกันว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน ที่ติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในคนและก่อให้เกิดโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับได้
อาจารย์ น.พ.วัชรศักดิ์ โลติยะปุตตะ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีความรู้มาฝาก ในประเทศไทย พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีค่อนข้างมาก จากสถิติ 100 คน จะมีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีอยู่ 5-7 คน ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการเจ็บป่วย เพียงแต่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้นั้นสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ ทั้งมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติ 100-200 เท่า และเกือบ 30% จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรง จะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในตัวนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขณะอายุน้อย ร้อยละ 90 จะมีการพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ถ้าติดเชื้อเมื่อโตขึ้นแล้วหรือในวัยผู้ใหญ่ โอกาสที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจะมีเพียงร้อยละ 10
ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการแสดงแตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยมาด้วยอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติด้วยการสร้างภูมิคุ้นกันต่อไวรัสตับอักเสบบี
พบผู้ป่วยเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการใดๆ จะรู้ว่า เป็นโรคนี้จากการตรวจเลือดแล้วพบการทำงานของตับผิดปกติ หรือถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดงอาจมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเท่านั้น
กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการตับอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะมีการทำลายเซลล์ตับมากๆ จนตับเสื่อมและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยมีอาการผอม ผิวแห้ง ผมบางเหมือนขาดสารอาหาร ท้องโตจากการมีน้ำในท้อง ตาตัวเหลือง และในระยะยาวอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้
ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีให้หมดจากร่างกายได้ ยาที่มีรักษาเป็นเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาหารเสื่อมของตับเท่านั้น โดยอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน
สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับและควรได้รับการเจาะเลือด No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
No
Oa
Oa
Oa
Oa
Oa
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oh
Oi
Oi
Oi
Oi
Oi
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol เพื่อตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆ เพื่อหาความผิดปกติในเลือดที่สามารถตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นได้ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกชนิดจะถูกทำลายที่ตับ และทุกครั้งที่พบแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าเป็นตับอักเสบ เพื่อกำหนดการใช้ยาในขนาดที่เหมาะสม สำหรับผู้ชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจเลือดและตรวจสุขภาพอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะอาจมีการอักเสบเกิดขึ้นได้
No comments:
Post a Comment