Sunday, July 5, 2015

บอกลา “เบาหวาน”

การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่องในประชากรทั่วโลก และการรักษาที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้ในปี 2534 สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 14 พ.ย. ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) เพื่อเชิญชวนให้ทุกประเทศร่วมรณรงค์ปัญหาโรคเบาหวาน มีการจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลกทุกปีต่อเนื่องมาตลอด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของปัญหากลับทวีมากขึ้น ไม่มีแนวโน้มที่จะหยุดหรือชะลอลง ทั้งนี้ IDF และประเทศสมาชิกกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้เห็นพ้องว่าโรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก เป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นภาระทางเศรษฐกิจและสังคม จึงร่วมกันนำประเด็นโรคเบาหวานเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติและสมัชชาได้ผ่านญัตติ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2549 (UNR 61/225) ให้โรคเบาหวานเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ ให้มีการดำเนินนโยบายจัดการและควบคุมโรคในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง และให้วันที่ 14 พ.ย. เป็นวันเบาหวานโลกที่เป็นทางการขององค์การสหประชาชาติด้วย

แม้มีการรณรงค์อย่างแพร่หลาย แต่ข้อมูลล่าสุดของ IDF พบว่า ขณะนี้ผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกมีจำนวนมากกว่า 371 ล้านคน หากไม่ดำเนินการใดๆ คาดว่าใน พ.ศ.2573 ผู้ป่วยเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 552 ล้านคน โดยร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นประชากรในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มองเห็นถึงภัยเงียบของโรคเบาหวานซึ่งกำลังคุกคามสุขภาพประชาชนไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงภัยคุกคามจากโรคเบาหวาน

เพื่อให้การรณรงค์มีน้ำหนักและสอดคล้องกันทั่วโลก ในแต่ละปี IDF จะกำหนดหัวข้อ คำขวัญ ข้อมูลและภาพที่ต้องการสื่อสาร ส่งให้ประเทศสมาชิกนำไปสื่อสารสู่สาธารณะในบริบทของตน ให้มีการรับรู้อย่างทั่วถึงและสร้างความตื่นตัว ใน 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ.2552 - พ.ศ.2556 เรื่องที่รณรงค์คือ “Diabetes Education and Prevention” หรือ “การให้ความรู้และป้องกันโรคเบาหวาน” คำขวัญสำหรับปี 2556 คือ “พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน” ข้อความที่ต้องการสื่อสาร คือ จำนวนประชากรที่เป็นเบาหวานในขณะนี้ ผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคอยู่ ผลร้ายที่เกิดจากโรคเบาหวาน และ คนที่เป็นเบาหวานไม่ต่างจากคนทั่วไปต้องไม่แบ่งแยกออกจากสังคม

โรคเบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์และถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ดังนั้น การที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากกว่าปกติ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ในระยะยาวจะทำลายเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย หลอดเลือด ระบบประสาทส่วนปลาย และอวัยวะอื่นๆ นำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ตา ไต เส้นประสาทและสมอง หัวใจ หรือเกิดปัญหาที่เท้า รวมทั้งแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบาหวาน

สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้เองง่ายๆ โดยใช้เคล็ดลับ “ใส่ใจ 3 อ. บอกลา 2 ส. ต้านโรคเบาหวาน” ประกอบด้วย ใส่ใจ 3 อ. ได้แก่ 1.อาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารไม่หวานจัด มันน้อย เค็มน้อย รับประทานปริมาณเหมาะสม มีผักและผลไม้พอเหมาะ 2.ออกกำลังกาย ประมาณ 50-60 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และ 3.อารมณ์ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม บอกลา 2 ส. ได้แก่ 1.งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงจากสถานที่ที่มีควันบุหรี่ และ 2.งดดื่มสุรา

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถทำความรู้จักและเข้าใจโรค เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้โดยใช้เคล็ดลับเดียวกัน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียง และลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยรับคำแนะนำ / การรักษาโดยตรงกับแพทย์และทีมงาน ทำให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษา  Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Mo Na Na Na N N N N N Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne  ควรเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ การกินยาบางชนิดหรือยาสมุนไพรอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ หรือยาเหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว การรักษาที่ได้ผลตามเป้าหมายจะลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วย ความพิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

การเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้เกิดความพิการทางด้านร่างกาย และกระทบต่อการประกอบอาชีพ รายได้ของผู้ป่วยและครอบครัว ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกๆ 100 คนจะมีผู้เป็นเบาหวานถึง 7 คน ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จึงมีความจำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องรู้จักโรคเบาหวาน ตระหนักถึงปัญหาและภัยของโรคเบาหวาน มีความตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเอง รู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวานขึ้น มีการตรวจค้นหาและวินิจฉัยโรคเบาหวานให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก รวมทั้งเพิ่มประสิทธิผลในการดูแลรักษาโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราความพิการ การเสียชีวิตที่เกิดจากโรคเบาหวาน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป

โรคยอดฮิตของคนติดจอ

เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนเราก็จะเห็นคนติดจอกันเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เด็กติดจอแท็บเล็ตก้มหน้าก้มตาเล่นเกมอยู่กับจอ ผู้ใหญ่ก็ติดจอสมาร์ทโฟนทั้งหลาย คอยแชท แชร์ไลน์ กันตลอดเวลา ทำงานก็นั่งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน

พฤติกรรมของคนติดจอจะนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ ก้มศีรษะเป็นเวลานานๆ ใช้สายตาและนิ้วมาก พฤติกรรมของคนที่ติดจอเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก

โรคเกี่ยวกับตา ปวดตา ปวดกระบอกตา สายตาสั้น จากการจ้องหน้าจอเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ เพราะแสงสีของภาพที่ฉูดฉาด การเคลื่อนที่เร็ว ส่งผลให้จอประสาทตาล้า กล้ามเนื้อรอบตาต้องเกร็งตัว ตาแห้งเนื่องจากต้องจ้องมองภาพจอสีต่อเนื่อง การมีพฤติกรรรมแบบนี้ตลอดเวลาจะส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็ว เมื่อเสื่อมก็จะเสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น

อาการหรือโรคปวดศีรษะ ปวดคอ-บ่า-ไหล่ เรามองเห็นได้ชัดเจนว่าในขณะที่เราเมามัน เล่นเกมต่างๆ หรือจ้องมองที่หน้าจอนานๆ นั้น ท่าทางร่างกายของเราก็จะค่อยๆ ค้อมตัวลงๆ คอ-คางจะยื่นออกไปเรื่อยๆ ตัวงองุ้ม และอยู่ในท่าเหล่านี้นาน ผลเสียก็คือ กว่าจะนึกได้ว่าตัวงองุ้มอยู่เช่นนี้ ก็ต้องล้าไปทั้งคอ-บ่าแล้ว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพราะถ้าเลือดไหลเวียนผ่านกล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อต้นคอ ที่เกิดการเกร็งจากท่าทางที่ผิดปกติเช่นนี้ จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อเป็นเรื้อรังอาจทำให้เป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ด้วย และจากท่าทางเหล่านี้ก็ยังส่งผลให้กระดูกหรือหมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร โรคเหล่านี้เริ่มพบในวัยรุ่นมากขึ้น ทั้งนี้ก็เหตุจากการติดจอนั่นเอง

โรคระบบทางเดินหายใจ เคยสังเกตตัวเองไหมคะว่า หลังจากก้มหน้าก้มตาจนติดจอ เมื่อยืดตัวขึ้นมาเราก็จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อน ถึงจะเริ่มเล่นหรือเริ่มทำสิ่งอื่นต่อ นั่นก็เป็นเพราะว่าเวลาที่เรานั่งหลังงุ้มนานๆ จะทำให้การหายใจไม่สุดปอด ทำให้หายใจได้สั้น เมื่อยืดลำตัวขึ้นจึงเป็นกลไกของร่างกายที่ต้องขับเอาอากาศเสียออกด้วยการถอนหายใจลึกๆ ปอดที่ถูกรบกวนการทำงานจะพบมากในวัยเด็กและวัยรุ่น คือ เด็กหายใจสั้นและติดขัด ส่งผลต่อการขับของเสียหรือเชื้อโรคในทางเดินหายใจที่ถูกจำกัดลง เด็กจะเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย เป็นหอบหืด

โรคอ้วน และโรคกระเพาะอาหาร การนั่งอยู่กับที่ต่อเนื่องนานๆ ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ไม่เกิดการเผาผลาญ อาหารก็จะเข้าไปพอกพูนเป็นไขมันสะสมโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ก้น ต้นขา ซึ่งเป็นที่สะสมของเซลลูไลท์เป็นอย่างดี  Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ne Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni   นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังส่งผลต่อเรื่องของสุขภาพตามมามากมาย ลำไส้อ่อนแรง ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ อาหารย่อยยาก ท้องอืด และยิ่งเล่นเพลินจนลืมทานอาหาร ก็ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้เช่นเดียวกัน

โรคนิ้วล็อก เส้นเอ็นข้อมืออักเสบ ปวดข้อมือ ชานิ้ว หลายท่านอาจเริ่มจากเมื่อยหรือรู้สึกว่ากำมือไม่ค่อยลง มือและนิ้วแข็งๆ กำแล้วเหยียดนิ้วไม่ขึ้น ยิ่งตอนตื่นนอนมารู้สึกมือแข็งเป็นพิเศษเหล่านี้แล้ว ให้เริ่มสงสัยได้เลยว่าเป็นโรคฮิตของคนที่ติดหน้าจอนี่เอง

เป็นอย่างไรบ้างคะเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ก็ส่งผลร้ายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน เราต้องรู้จักเลือกใช้ เลือกเล่นให้พอประมาณ และที่สำคัญต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ไม่ว่าจะเล่นหรือทำงาน เปลี่ยนมาลุกขึ้นเดินบ่อยๆ ยืดเส้นสาย หมุนหัวไหล่บ้าง ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที เพียงเท่านี้ก็ทำให้รักษาร่างกายเราไว้ได้โดยไม่เป็นโรคเป็นภัยแล้ว จะได้มีร่างกายใช้เล่นไปนานๆ นะคะ

No comments:

Post a Comment