Sunday, July 5, 2015

ปรับพฤติกรรม คืนสภาพผิว

การกินยาเยอะเกินไปก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราลดลงเรื่อยๆ นั่นเอง ก็เหมือนการเลี้ยงลูกแบบปกป้องมากเกินไป

ตอนเป็นเด็ก พออากาศร้อนเหงื่อออกทีไร ผมจะมีอาการเป็นเม็ดผดผื่นคันอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลำคอ หรือเวลาอากาศเย็นๆ ก็มีลมพิษเกิดขึ้นบ่อยๆ นอกจากอาการคันแล้วก็ยังเป็นหวัด จาม ไอ น้ำมูกไหลอยู่เป็นประจำทุกๆ เช้า ยังไม่จบเพียงเท่านั้นยังมีอาการตาบวม ใต้ตาคล้ำดำที่เขาเรียกกันว่าภูมิแพ้ขึ้นตา

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่มีคลินิกอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่เกิน 10 นาทีก็ถึง ไปหาหมอที่คลินิกพร้อมกับแม่อยู่เป็นประจำ ทุกครั้งก็ได้ยาแก้อักเสบ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาละลายเสมหะ สลับกันไปเป็นกิจวัตรสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผมกับแม่และหมอในวัยเด็ก เพราะแม่ก็ป่วยบ่อยพอๆ กัน

การกินยาเยอะเกินไปก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราลดลงเรื่อยๆ นั่นเอง ก็เหมือนการเลี้ยงลูกแบบปกป้องมากเกินไป ไม่เคยให้ทำอะไรเอง มีเชื้อโรคก็ใช้ตัวช่วยคือยาตลอด ไม่เคยให้ร่างกายได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ด้วยตนเอง เมื่อทานยาแบบนี้เข้าไปมากๆ ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรค กลายเป็นคนอ่อนแอในสังคมโดยปริยาย เมื่อเกิดโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก โรคมือเท้าปาก ก็ไม่สามารถต้านทาน

ดังนั้น ป่วยครั้งใดก็ขอให้พ่อแม่ หรือตัวท่านเองอดทน ต่อสู้กับโรคด้วยตัวเองหาวิธีต่อสู้ด้วยธรรมชาติก่อน เช่น ทานสมุนไพร พักผ่อนให้มากขึ้น ปรับพฤติกรรม หากเป็นมากๆ แล้วไม่หายค่อยใช้ยา อย่าใช้ยาทุกครั้งไป

เมื่อเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ผมก็เริ่มทำงานฟรีแลนซ์อยู่บ้าน เริ่มทำงานประมาณ 3 ทุ่มรู้สึกว่าสงบดี ทำงานได้คล่อง  Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni   ทำงานเสร็จก็นั่งดูละครตอนดึกต่อ นอนประมาณตี 4 ตื่นนอน 10 โมงเช้า แล้วค่อยทานอาหารตอนเที่ยงอยู่เป็นประจำ สนุกสนานดีกับการทำงาน แต่ลืมมองกลับมาที่สภาพร่างกายว่ามีปัญหาเพียงใด ทำงานได้ 2 ปีผ่านไปตอนอายุ 24-25 ปี ประสบปัญหาหนักกับโรคผิวหนังและอาการคันตามร่างกาย

เริ่มจากการเป็นโรคผิวหนังวงเล็กๆ เหมือนเกลื้อนที่คอ จากวงเล็กๆ เริ่มเป็นวงสีแดง ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าเป็นเพราะเชื้อโรคต่างๆ หาผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคมากมาย ทั้งยาสระผม สบู่ฆ่าเชื้อยี่ห้อต่างๆ ครีมทาฆ่าเชื้อกลากเกลื้อน แช่น้ำร้อน น้ำเย็น ใช้สมุนไพร เช่น กระเทียมมาทาแผล ตามตำราต้องขูดแผลให้มีเลือดนิดๆ แล้วทาก็ลองมาแล้ว เอาผงขมิ้นมาพอกแผลจนเหลืองติดเสื้อผ้าไปหมดก็ยังไม่หาย

สุดท้ายก็คือ อาการผื่นแดงคันเริ่มขึ้นมาบนใบหน้า จากเล็กๆ สังเกตไม่เห็นก็กลายเป็นวงใหญ่จนใครเห็นก็ทัก ตัดสินใจไปหาหมอจะได้หายเสียที เพราะเป็นมาจนเกือบปี ยังไม่รู้เลยว่าโรคผิวหนังที่เป็นชื่อโรคอะไร หรือเกิดจากอะไร

คุยกับคุณหมอ 2-3 ประโยค บอกว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ชื่อภาษาอังกฤษว่า ECZEMA หรือ DERMATITIS ได้รับยาชื่อฝรั่งมาทา เช้าขึ้นมาสังเกตได้ว่าผิวหนังที่เป็นขุยๆ แดงๆ หายไป จึงทาทุกวัน วันละ 2-3 ครั้งเพราะอยากหายไวๆ เมื่อทายาไปได้ 1 เดือน จากผิวแดงเป็นขุย กลับกลายเป็นผิวขาวเนียน แต่ปัญหาก็คือมันขาวด่างเฉพาะบริเวณที่ทา บริเวณอื่นบนใบหน้ายังดำเหมือนเดิม แถมช่วงหลังทาแล้วไม่หายยิ่งแดงขึ้นมาอีก

สรุปแล้วครีมที่ได้มาคือ ครีมผสมสารสเตียรอยด์นี่เอง ใช้แล้วผิวจะบางลง กดภูมิคุ้มกันเอาไว้ไม่ให้ทำงาน แต่ก็กดได้ไม่นาน ร่างกายก็ขับของเสียออกทางเดิมอยู่ดี ยิ่งผิวบางลงด้วยก็ยิ่งเป็นหนักขึ้น

เมื่อยาต่างๆ ไม่ได้ผล คงเหลือวิธีสุดท้ายก็คือ เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มนอนประมาณ 4 ทุ่ม ตื่นขึ้นมาทำงานตอนเช้า ทานข้าวเช้าทุกวันกับพ่อแม่ ทานน้ำย่านางลดความร้อนในร่างกายและตับ เพราะนอนดึกมาตลอด ใช้ว่านหางจระเข้ปอกแช่เย็นเอาไว้ลูบทาทุกเช้าเย็น เริ่มงดของหวาน กาแฟ ชา กินแต่น้ำเปล่า ปรากฏว่าแผลที่เป็นนั้นค่อยๆ กลายเป็นขุยแห้งแตก คันมากขึ้น แต่ผิวที่แดงๆ ค่อยๆ ลดอาการลงไป ทั้งบริเวณหน้าและแขนก็เป็นเช่นเดียวกัน ประมาณ 3 เดือนหลังจากนั้นอาการผื่นคัน แดง เหมือนเป็นโรคกลาก เกลื้อนก็หายไปไม่กลับมาอีก

ทุกวันนี้ที่แขนผมก็ยังมีร่องรอยการทาสเตียรอยด์จนผิวบางอยู่เลย เป็นบทเรียนชิ้นใหญ่สำหรับผมทีเดียว เวลาเจอคนไข้ที่คันตามตัวเข้ามาปรึกษาจึงเข้าใจเขาได้มากขึ้น

ในทาง ธรรมชาติบำบัด เมื่อคนเราทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนได้ถูกเวลาและเพียงพอ Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni Ni N N N N N N N N N Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol Ol On On On   ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกาย ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น สามารถกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นได้อย่างทันการณ์ ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนต้องปล่อยออกมาทางผิวหนัง จมูก ตา หรือ ทวารต่างๆ

ทุกวันนี้ ใครที่มีปัญหาโรคผิวหนังแล้วไม่อยากให้ลุกลามหนักอย่างผม ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน กลากเกลื้อนต้นตอปัญหาก็คล้ายๆ กันเริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมที่เป็นอยู่กันนะครับ

No comments:

Post a Comment