Sunday, July 5, 2015

ตั้งสติรับมือเครียดภัยน้ำท่วม

ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก หลายแห่งน้ำท่วมสูงเกินกว่า 2 เมตร ทำให้ประชาชนประ สบกับความยากลำบาก ไม่มีที่อยู่อาศัย

บางครอบครัวจำเป็นต้องอพยพไปอยู่สถานที่อื่นชั่วคราว บางครอบครัวที่เป็นห่วงทรัพย์สินไม่ยอมหนีน้ำก็ขนของขึ้นไปอยู่บนชั้น 2 แทน นาข้าวไร่สวนของเกษตรกรกว่าล้านไร่พังเสียหายยับเยิน สร้างความบอบช้ำ ทุกข์ระทม บางครอบครัวสูญเสียญาติพี่น้องอันเป็นที่รักไป ทำให้เกิดภาวะเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ บางรายถึงขั้นซึมเศร้า ท้อแท้ และมีความ คิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีความทุกข์ใจที่เกิดจากความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ ทรัพย์สินเงินทอง พื้นที่ทำการเกษตรที่เสียหาย หลายคนต้องประสบกับภาวะขาดทุน มีเรื่องของภาระหนี้สิน หรือบางคนเกิดการเจ็บป่วย สูญเสียญาติพี่น้อง เรียกได้ว่าปัญหาต่างๆ ประดังเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรง เกิดอาการวิตกกังวล และป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้

คนเราแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับความเครียดได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ขึ้นกับต้นทุนพื้นฐานด้านจิตใจของแต่ละคน ว่าแข็งแรงแค่ไหน ความเครียดสามารถแสดงอาการออกมาได้หลายรูปแบบ เบื้องต้นมักแสดงออกในรูปแบบความไม่สบายทางกาย เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หายใจไม่ออก ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน บางรายอาการรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เกิดอาการกลัว วิตกกังวลอย่างรุนแรง มีอาการตื่นตระหนก หรือที่เราเรียกว่าอาการแพนิค คือตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ มีอาการหายใจเร็วกว่าปรกติ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เกร็งตามมือและเท้า กลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย

วิธีตั้งสติเพื่อรับมือกับวิกฤตหรือปัญหาที่เกิดขึ้น โดยให้หลักการปฏิบัติง่ายๆดังนี้

1.ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ทำความเข้าใจและยอมรับว่า ตอนนี้เรื่องของภัยพิบัติไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้เคราะห์ร้ายอยู่คนเดียว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเยอะมาก แล้วก็คิดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ถึงที่สุดก็จะต้องผ่านไปได้ ต้องเชื่อมั่นว่ามีทางออก แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง คือท้อแท้ได้แต่อย่านานและต้องลุกขึ้นมาเดินต่อ อาจต้องลำบากอยู่ช่วงหนึ่งแต่ก็จะผ่านไปได้ จะมีวันที่ฟ้าสว่าง หลังจากสงบจิตสงบใจ ตั้งสติได้แล้ว ก็คงเป็นเรื่องของการปฏิบัติในขั้นต่อไป

2.จัดลำดับความสำคัญของปัญหา พยายามนั่งพักให้จิตใจนิ่งแล้วรวบรวมสติ มองปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจัดลำดับความสำคัญของปัญหา เรื่องไหนเป็นเรื่องด่วน เรื่องไหนไม่ด่วน มีทั้งเรื่องที่สำคัญน้อยแต่ด่วน Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Co Cr Cr Cr Cr Cr Cr Cr Cr Cr Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Cy Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da    การจัดลำดับความสำคัญจะช่วยลดความวิตกกังวลไปได้ เรื่องไม่ด่วนวางไว้ก่อน มุ่งสนใจแต่เฉพาะเรื่องด่วนก่อน อะไรด่วนมากที่สุดก็ค่อยๆ แก้ไปทีละข้อ การที่เราแก้ปัญหาได้สำเร็จไปทีละอย่างทีละข้อจะช่วยทำให้เกิดความมั่นใจ กำลังใจก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นจนกลายเป็นความเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้

3.พยายามใช้ชีวิตเรียบง่าย คนที่ประสบปัญหาจะต้องปรับวิธีคิด และปล่อยวางเรื่องทรัพย์สินสิ่งของนอกกาย อนา คตยังมีโอกาสหาใหม่ได้ พยา ยามใช้ชีวิตเรียบง่ายเพื่อลดสิ่งที่จะทำให้รู้สึกเครียดลง บางคนเครียดเพราะเป็นห่วงเรื่องทรัพย์สินจนไม่ยอมอพยพขึ้นไปอยู่พื้นที่สูงเหนือน้ำ หากไม่ยอมย้ายก็อาจมีการรวมกลุ่มกันกับเพื่อนบ้าน มีการช่วยแบ่งเบาภาระกัน เช่น แบ่งเวลาสลับเวรยามกัน แทนที่ทุกคนจะต้องเฝ้าบ้านของตัวเอง ไม่มีเวลาพัก ก็อาจช่วยดูแลกันไปเป็น กลุ่มๆ อย่างน้อยเรื่องของทรัพย์ สินและความปลอดภัยในชีวิตของคนก็ได้รับการดูแล แต่ละคนก็จะไม่เหนื่อยจนเกินไป สุขภาพไม่ทรุดโทรมจนเกินไป

4.เอาใจใส่ ดูแลกันและกัน โดยคนที่แข็งแรงต้องช่วยคนที่อ่อนแอ ถ้าในบ้านนั้นยังมีคนที่เป็นหลักได้ ยังยืนอยู่ได้ ก็ต้องคอยให้กำลังใจกับคนที่รู้สึกหมดแรง ท้อแท้ ให้คนที่รู้สึกเครียดมากได้ระบายความรู้สึก แล้วก็ให้กำลังใจเขา รับฟัง เพราะแค่การที่มีคนมารับฟัง มาเข้าใจว่าฉัน รู้สึกอย่างไร อึดอัดใจอย่างไร ทุกข์ใจอย่างไร ก็สามารถทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาหรือมีความเครียดรู้สึกดีขึ้นได้แล้วในระดับหนึ่ง

วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่รุนแรงมากในประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านไปได้สำเร็จ ต้องใช้เวลายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ตั้งหลัก ตั้งสติให้ได้ มีกำลังใจเดินต่อ

สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรักษาไว้ จะสูญเสียไม่ได้เลยคือ ความเชื่อมั่นและความหวัง ขอเป็นกำลังใจ เอาใจช่วยให้คนไทย เพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้สำเร็จ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ทำความเข้าใจและยอมรับว่า ตอนนี้เรื่องของภัยพิบัติไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก

'ห้องน้ำ' แหล่งเพาะเชื้อของบ้าน

เชื้อที่พบในห้องน้ำส่วนใหญ่มีด้วยกันอยู่ 3 ชนิด จากการเปิดเผยของโครงการประกันคุณภาพทางจุลชีววิทยา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้แก่ ซาลโมเนลลา (Salmonella choleraesuis) เป็นสปอร์แบคทีเรียที่เกิดและขยายพันธุ์ในที่อับชื้นได้ดี หากร่างกายรับเชื้อชนิดนี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการท้องร่วง และลำไส้อักเสบ

สำหรับ สตาฟีโลคอคคัส (Staphylococus aureus) เป็นแบคทีเรียที่อาจเปื้อนติดมือเราออกมาจากห้องน้ำ หากไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร เชื้อโรคจะสามารถปนเปื้อนในอาหารที่เรารับประทานทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งเป็นอาการของอาหารเป็นพิษ

และเชื้อโรคร้ายอีกชนิดที่เป็นภัยต่อสุขภาพพบเจอได้ง่ายจากห้องน้ำภายในบ้านก็คือ ไตรโคฟีตัน (Trichophyton Mentagrophytes) ซึ่งเป็นกลุ่มเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลากและอาการคันบนผิวหนัง นอกจากนี้สปอร์ของเชื้อราในห้องน้ำที่มีขนาดเล็กและเบาลอยปะปนในอากาศ ยังเป็นสาเหตุของการกระตุ้นภูมิแพ้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ด้วย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องใส่ใจดูแลห้องน้ำในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรท์ซึ่งมีฤทธ์เป็นด่าง ซึ่งได้รับการทดสอบเรื่องประสิทธิภาพ นอกจากจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียแล้ว เรายังต้องดูแลความสะอาดของห้องน้ำได้หมดจด ให้ทุกพื้นที่ของห้องน้ำเป็นที่ซึ่งเราสามารถไว้วางใจในเรื่อง "สุขอนามัย" ได้

ที่สำคัญการทำความสะอาดห้องน้ำด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรด่าง ยังช่วยรักษาความใหม่ของพื้นผิวและอุปกรณ์ภายในห้องน้ำไว้ได้อย่างยาวนาน ด้วยประสิทธิภาพการขจัดคราบ และไม่ทำลายพื้นผิวต่างๆ ในห้องน้ำ เช่น เซรามิก และซีเมนต์ เป็นต้น Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da De De De De De De De De De De De De De De De De    แม้ว่าจะล้างห้องน้ำบ่อยแค่ไหน ร่องปูนยาแนวกระเบื้องพื้นผนังภายในห้องน้ำก็ไม่ถูกกัดกร่อนหลุดลุ่ย เพราะโซเดียมไฮโปคลอไรท์เป็นสารเคมีที่ทำความสะอาดและขจัดคราบได้ดี ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท่อ อ่างล้างหน้า ท่อน้ำทิ้ง ห้องน้ำ และถังขยะ รวมถึงสามารถขจัดเชื้อราที่ฝังแน่นจนเป็นคราบดำออกได้อย่างหมดจด

ดังนั้น หากต้องการจะสร้างสุขอนามัยและความสุขส่วนตัวภายในบ้านด้วยตนเอง ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มต้นดูแลห้องน้ำและอุปกรณ์ในห้องน้ำไม่ให้ดูเก่าและเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

No comments:

Post a Comment