การกระทำที่ว่ามานี้ถือเป็นแหล่งเพาะบ่มความเครียดตัวฉกาจ ตามการเปิดเผยของนักวิจัยจากอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่แค่ว่าเจ้านายคุณอีเมล์มาหาแล้วคุณรีบเช็คจากสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่รวมถึงการต้องคอยเช็คข้อความที่เพื่อนส่งมาหาตลอดทั้งวันอีกด้วย แปลว่าการได้รับข้อความบ่อยๆ ทั้งจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัว ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป มันเหมือนบังคับให้คุณต้องคอยเช็ค เนื่องจากสมาร์ทโฟนเด้งเตือนตลอดทั้งวี่ทั้งวัน
จากเวทีประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมจิตวิทยาแห่งอังกฤษ (British PsychologicalSociety) มีการประชุมหัวข้อ สมาร์ท-โฟนมีผลต่อการสร้างความเครียดของคนมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้สำรวจผู้ใหญ่ 100 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและพยายามตรวจสอบทางจิตวิทยา ที่เกี่ยวเนื่องกับระดับความเครียดของคนใช้แล้วค้นพบว่า ใครก็ตามที่เช็คสมาร์ทโฟนของตัวเองบ่อยครั้งระดับความเครียดยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในผลการศึกษายังชี้ชัดอีกด้วยว่า ยิ่งใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเรื่องส่วนตัวเพิ่มขึ้นความเครียดจะเพิ่มตามไปด้วย อันนี้เกิดจากการที่โทรศัพท์คอยเตือนว่า มีข้อความส่งเข้ามา สมาร์ทโฟนจึงเปรียบได้กับดาบสองคม
ผลการศึกษาย้ำว่า ยิ่งคนคนนั้นเครียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเช็คโทรศัพท์บ่อยขึ้นทุกทีๆ เท่ากับไปเพิ่มระดับความเครียดให้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ วิธีแก้ไขง่ายๆ ที่สามารถทำได้ก็คือ ใช้เวลากับสมาร์ทโฟนให้น้อยลง รู้จักปิดมันเสียบ้าง
ตามการเปิดเผยของ ดร.ริชาร์ด บัลด์ดิง นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยวอร์เซสเตอร์ (Worcester) ของอังกฤษ บอกว่า Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
On
On
On
On
On
Or
Or
Or
Or
Or
Or
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pa
Pe
Pe
Pe
Pe
Pe
Pf จำเป็นต้องหาหนทางหนีห่างจากการเช็คโทรศัพท์ “ทุกคนต้องการพักผ่อนทั้งนั้น เมื่อคุณเกิดความตึงเครียด ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ความเครียดที่ผูกติดกับตัวเราจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับสิ่งรอบตัวในโลกแห่งการใช้ชีวิตจริงต่อไป"
เขายังบอกอีกด้วยว่า เจ้าของกิจการควรจะทราบด้วยว่า ความเครียดส่วนหนึ่งของพนักงานนั้นเกิดจากการใช้สมาร์ทโฟน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำคือ เรียนรู้ที่จะจำกัดชั่วโมงการเปิดเช็คอีเมล์ ไม่ควรเปิดเช็คอีเมล์กันตลอดทั้งวัน “เมื่อเราเรียนรู้ว่า ที่มาของความเครียดเกิดจากอะไรก็ต้องแก้ไขกันที่ต้นตอ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะปิดสมาร์ทโฟนเสียบ้างจึงเป็นสิ่งควรทำ ทำแล้วไม่รู้สึกผิด เจ้าของกิจการหรือองค์กรเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
‘เมนูสมุนไพร’สูตรต้านโรคหวัด
ระยะนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ประชาชนบางส่วนเผชิญกับปัญหาป่วยเป็นไข้หวัด ซึ่งวิธีการรักษาส่วนใหญ่ประชาชนนิยมซื้อยามารับประทานเองจนเกิดความเคยชิน ยาที่ซื้อมามักเป็นแค่ยารักษาตามอาการ เช่น แก้ไอ แก้ไข้ ขับเสมหะลดน้ำมูก เท่านั้น
นางสาววรัญชนี ปินะกาโม นักโภชนาการ กล่าวว่า ในความเป็นจริงเมื่อเป็นหวัดเราจึงต้องใช้หลักพึ่งตัวเองล้วนๆ ด้วยการดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงเข้าไว้ พักผ่อนให้เพียงพอดื่มน้ำมากๆ และกินอาหารมีประโยชน์ที่ช่วยเสริมภูมิต้านทาน
ซึ่งแต่ก่อนคนไทยก็รู้จักนำพืชพรรณที่มีอยู่หลากหลายมาเป็นสมุนไพรช่วยรักษา และนำมาปรับประยุกต์ทำเป็นอาหาร อาทิ ช่วงที่เป็นหวัดเราควรกินอาหารเผ็ดร้อน เพื่อช่วยไล่น้ำ เพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และช่วยต้านทานหวัด โดยพืชผักสวนครัวที่มีความเผ็ดร้อนนั้นนอกจากได้จากพริกแล้ว ยังมีหอม กระเทียม พริกไทยขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ กระชาย ใบกะเพรา แมงลัก และอีกมากมาย
โดยในแต่ละชนิดก็จะมีสรรพคุณแตกต่างกันไป เช่น หอม จะช่วยแก้ไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอครืดคราด ขับลม กระเทียม จะช่วยระบายพิษไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ตะไคร้ Pf
Pf
Pf
Pf
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Pi
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Po
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr
Pr ช่วยลดไข้แก้ปวดหัว ลดความดันโลหิตสูง ขับเหงื่อและช่วยรักษาโรคหืด ที่สำคัญคือช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี ขิง จะช่วยบรรเทาหวัด อาการท้องอืด ท้องเฟ้อคลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น
โดยเมนูที่ขอแนะนำ คือ แกงเผ็ด ต้มยำ ยำผักสมุนไพร แกงเลียง ซึ่งอาหารเหล่านี้เมื่อผู้ป่วยโรคหวัดทานเข้าไปจะช่วยให้รู้สึกเผ็ดร้อน และทำให้เกิดภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อไป
No comments:
Post a Comment