การกินยาเยอะเกินไปก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราลดลงเรื่อยๆ นั่นเอง ก็เหมือนการเลี้ยงลูกแบบปกป้องมากเกินไป
ตอนเป็นเด็ก พออากาศร้อนเหงื่อออกทีไร ผมจะมีอาการเป็นเม็ดผดผื่นคันอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลำคอ หรือเวลาอากาศเย็นๆ ก็มีลมพิษเกิดขึ้นบ่อยๆ นอกจากอาการคันแล้วก็ยังเป็นหวัด จาม ไอ น้ำมูกไหลอยู่เป็นประจำทุกๆ เช้า ยังไม่จบเพียงเท่านั้นยังมีอาการตาบวม ใต้ตาคล้ำดำที่เขาเรียกกันว่าภูมิแพ้ขึ้นตา
ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่มีคลินิกอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่เกิน 10 นาทีก็ถึง ไปหาหมอที่คลินิกพร้อมกับแม่อยู่เป็นประจำ ทุกครั้งก็ได้ยาแก้อักเสบ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาละลายเสมหะ สลับกันไปเป็นกิจวัตรสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผมกับแม่และหมอในวัยเด็ก เพราะแม่ก็ป่วยบ่อยพอๆ กัน
การกินยาเยอะเกินไปก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราลดลงเรื่อยๆ นั่นเอง ก็เหมือนการเลี้ยงลูกแบบปกป้องมากเกินไป ไม่เคยให้ทำอะไรเอง มีเชื้อโรคก็ใช้ตัวช่วยคือยาตลอด ไม่เคยให้ร่างกายได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ด้วยตนเอง เมื่อทานยาแบบนี้เข้าไปมากๆ ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรค กลายเป็นคนอ่อนแอในสังคมโดยปริยาย เมื่อเกิดโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก โรคมือเท้าปาก ก็ไม่สามารถต้านทาน
ดังนั้น ป่วยครั้งใดก็ขอให้พ่อแม่ หรือตัวท่านเองอดทน ต่อสู้กับโรคด้วยตัวเองหาวิธีต่อสู้ด้วยธรรมชาติก่อน เช่น ทานสมุนไพร พักผ่อนให้มากขึ้น ปรับพฤติกรรม หากเป็นมากๆ แล้วไม่หายค่อยใช้ยา อย่าใช้ยาทุกครั้งไป
เมื่อเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ผมก็เริ่มทำงานฟรีแลนซ์อยู่บ้าน เริ่มทำงานประมาณ 3 ทุ่มรู้สึกว่าสงบดี ทำงานได้คล่อง Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni ทำงานเสร็จก็นั่งดูละครตอนดึกต่อ นอนประมาณตี 4 ตื่นนอน 10 โมงเช้า แล้วค่อยทานอาหารตอนเที่ยงอยู่เป็นประจำ สนุกสนานดีกับการทำงาน แต่ลืมมองกลับมาที่สภาพร่างกายว่ามีปัญหาเพียงใด ทำงานได้ 2 ปีผ่านไปตอนอายุ 24-25 ปี ประสบปัญหาหนักกับโรคผิวหนังและอาการคันตามร่างกาย
เริ่มจากการเป็นโรคผิวหนังวงเล็กๆ เหมือนเกลื้อนที่คอ จากวงเล็กๆ เริ่มเป็นวงสีแดง ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าเป็นเพราะเชื้อโรคต่างๆ หาผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคมากมาย ทั้งยาสระผม สบู่ฆ่าเชื้อยี่ห้อต่างๆ ครีมทาฆ่าเชื้อกลากเกลื้อน แช่น้ำร้อน น้ำเย็น ใช้สมุนไพร เช่น กระเทียมมาทาแผล ตามตำราต้องขูดแผลให้มีเลือดนิดๆ แล้วทาก็ลองมาแล้ว เอาผงขมิ้นมาพอกแผลจนเหลืองติดเสื้อผ้าไปหมดก็ยังไม่หาย
สุดท้ายก็คือ อาการผื่นแดงคันเริ่มขึ้นมาบนใบหน้า จากเล็กๆ สังเกตไม่เห็นก็กลายเป็นวงใหญ่จนใครเห็นก็ทัก ตัดสินใจไปหาหมอจะได้หายเสียที เพราะเป็นมาจนเกือบปี ยังไม่รู้เลยว่าโรคผิวหนังที่เป็นชื่อโรคอะไร หรือเกิดจากอะไร
คุยกับคุณหมอ 2-3 ประโยค บอกว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ชื่อภาษาอังกฤษว่า ECZEMA หรือ DERMATITIS ได้รับยาชื่อฝรั่งมาทา เช้าขึ้นมาสังเกตได้ว่าผิวหนังที่เป็นขุยๆ แดงๆ หายไป จึงทาทุกวัน วันละ 2-3 ครั้งเพราะอยากหายไวๆ เมื่อทายาไปได้ 1 เดือน จากผิวแดงเป็นขุย กลับกลายเป็นผิวขาวเนียน แต่ปัญหาก็คือมันขาวด่างเฉพาะบริเวณที่ทา บริเวณอื่นบนใบหน้ายังดำเหมือนเดิม แถมช่วงหลังทาแล้วไม่หายยิ่งแดงขึ้นมาอีก
สรุปแล้วครีมที่ได้มาคือ ครีมผสมสารสเตียรอยด์นี่เอง ใช้แล้วผิวจะบางลง กดภูมิคุ้มกันเอาไว้ไม่ให้ทำงาน แต่ก็กดได้ไม่นาน ร่างกายก็ขับของเสียออกทางเดิมอยู่ดี ยิ่งผิวบางลงด้วยก็ยิ่งเป็นหนักขึ้น
เมื่อยาต่างๆ ไม่ได้ผล คงเหลือวิธีสุดท้ายก็คือ เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มนอนประมาณ 4 ทุ่ม ตื่นขึ้นมาทำงานตอนเช้า ทานข้าวเช้าทุกวันกับพ่อแม่ ทานน้ำย่านางลดความร้อนในร่างกายและตับ เพราะนอนดึกมาตลอด ใช้ว่านหางจระเข้ปอกแช่เย็นเอาไว้ลูบทาทุกเช้าเย็น เริ่มงดของหวาน กาแฟ ชา กินแต่น้ำเปล่า ปรากฏว่าแผลที่เป็นนั้นค่อยๆ กลายเป็นขุยแห้งแตก คันมากขึ้น แต่ผิวที่แดงๆ ค่อยๆ ลดอาการลงไป ทั้งบริเวณหน้าและแขนก็เป็นเช่นเดียวกัน ประมาณ 3 เดือนหลังจากนั้นอาการผื่นคัน แดง เหมือนเป็นโรคกลาก เกลื้อนก็หายไปไม่กลับมาอีก
ทุกวันนี้ที่แขนผมก็ยังมีร่องรอยการทาสเตียรอยด์จนผิวบางอยู่เลย เป็นบทเรียนชิ้นใหญ่สำหรับผมทีเดียว เวลาเจอคนไข้ที่คันตามตัวเข้ามาปรึกษาจึงเข้าใจเขาได้มากขึ้น
ในทาง ธรรมชาติบำบัด เมื่อคนเราทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนได้ถูกเวลาและเพียงพอ Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
Ni
N
N
N
N
N
N
N
N
N
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
Ol
On
On
On ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกาย ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น สามารถกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นได้อย่างทันการณ์ ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนต้องปล่อยออกมาทางผิวหนัง จมูก ตา หรือ ทวารต่างๆ
ทุกวันนี้ ใครที่มีปัญหาโรคผิวหนังแล้วไม่อยากให้ลุกลามหนักอย่างผม ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน กลากเกลื้อนต้นตอปัญหาก็คล้ายๆ กันเริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมที่เป็นอยู่กันนะครับ
Sunday, July 5, 2015
แยกขยะลดพิษในอากาศ
ปัจจุบัน แหล่งกำเนิดซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาจาก 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงงานผู้ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแห่งกำเนิดในชุมชนซึ่งส่วนใหญ่มาจากบ้านเรือน หน่วยงาน และสถานประกอบการต่างๆ
ที่น่าสนใจ พฤติกรรมของผู้บริโภคในขณะนี้ กว่าร้อยละ 50 จะขายซากผลิตภัณฑ์ฯ ก็ต่อเมื่อไม่ใช้แล้ว ส่วนที่เหลือจะเก็บปะปนรวมกับขยะทั่วไป โดยทางผู้ที่รับซื้อไปก็ไม่ได้มีการจัดการอย่างถูกต้อง จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ปี 2555 ได้คาดการณ์ปริมาณซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 8 ประเภท ได้แก่ โทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ/วิดีโอ อุปกรณ์เล่นภาพ/เสียงขนาดพกพา เครื่องพิมพ์/โทรสาร โทรศัพท์มือถือ/บ้าน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ติดเป็นน้ำหนักรวม 359,070 ตัน และหากนับรวมผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆ ด้วย ประเทศไทยน่าจะมีปริมาณซากผลิตภัณฑ์ฯ ไม่ต่ำกว่า 400,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ คาดว่ามีซากหลอดไฟไม่ต่ำกว่า 250 ล้านหลอดและแบตเตอรี่แห่งไม่ต่ำกว่า 500 ล้านก้อน คิดเป็นน้ำหนักรวมอีกกว่า 42,000 ตัน
และในปี พ.ศ.2559 คาดจะเกิดซากผลิตภัณฑ์ฯ ประมาณ 24.30 ล้านเครื่อง ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ประมาณ 280 ล้านหลอด และซากแบตเตอรี่แห้งอีกประมาณ 650 ล้านก้อน
เนื่องจากการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ นั้นยุ่งยากและซับซ้อน อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากองค์ประกอบวัสดุที่หลากหลาย ทั้งสารอันตรายที่เป็นโลหะหนัก สารในกลุ่มสารมลพิเศษที่ตกค้าง หากว่าถูกถอดแยกชิ้นส่วนโดยเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะเป็นการปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม
อย่างการถอดแยกเครื่องปรับอากาศ หรือตู้เย็นเพื่อนำมาไซเคิล ทำให้เกิดการระบายสารความเย็นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งตัวสารทำความเย็นส่วนใหญ่ก็ยังเป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซนหรือกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดภาะวะโลกร้อน
'ถั่วงอก' มากคุณค่าทางโภชนาการ
ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อยเดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวลมหนาวพัดมา ทำให้หลายคนเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาการหวัดที่มักจะเป็นกันมาก จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Dv Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจาก "ถั่วงอก" ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย แถมยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหวัด วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีคุณประโยชน์ของถั่วงอกมาบอกกล่าวให้ทราบกันด้วย
"ถั่วงอก" คือ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจากเมล็ดของถั่ว ซึ่งเมล็ดถั่วที่นิยมเพาะกันมีหลายชนิด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ซึ่งรสชาติและวิธีการเพาะถั่วแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป สำหรับถั่วที่คนไทยนิยมรับประทานกัน คือถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วเขียว เพราะมีรสชาติหวานกรอบ และอร่อยถูกปากคนไทย ซึ่งสามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ เช่น นำมาใส่ในก๋วยเตี๋ยว นำมาเป็นเครื่องเคียงในขนมจีนน้ำยา ใส่ในผัดไทย หอยทอด และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีก เช่น ผัดถั่วงอก
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอกนั้นมีคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง ได้แก่ โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินค่อนข้างครบถ้วน โดยในถั่วงอกนั้นจะมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็กสูง อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ถ้าเรารับประทานถั่วงอก 1 ถ้วย จะให้วิตามินซีในปริมาณ 1 ใน 10 ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่เราจะรับประทานถั่วงอกเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคหวัด
นอกจากนี้ถั่วงอกยังจัดเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำ โดยถั่วงอก 100 กรัมจะให้พลังงานเพียง 36 กิโลแคลอรี และยังให้เส้นใยอาหารสูงจึงเหมาะกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว หรือคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน
อย่างไรก็ตามมีการทดลองในหนูพบว่า การให้หนูกินสารในถั่วงอกสามารถป้องกันตับจากการถูกทำลายได้ โดยในถั่วงอกมีสารอาหารพิเศษ ได้แก่ สารซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส หรือเอสโอดี (SOD) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง สารกาบา (GABA) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง พบว่า สูงกว่าถั่วธรรมดาถึง 27 เท่า สารออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนที่พบได้ในพืช ทำหน้าที่ควบคุมการแก่ของเซลล์ได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถป้องกันการแก่ของเซลล์ในคน
นอกจากนี้ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอก 100 กรัม ให้คุณค่าดังนี้ โปรตีน 2.8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม แคลเซียม 27 มิลลิกรัม และเหล็ก 12 มิลลิกรัม ส่วนวิตามินอื่น ๆ ในถั่วงอก ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 ฯลฯ
ที่สำคัญการเลือกรับประทานถั่วงอกให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่เลือกซื้อถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ หรือมีสีคล้ำมากกว่าปกติ Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei El El El El El El El En En และในการนำมาประกอบอาหารควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นจึงทำให้สุกเพราะความร้อนจะทำให้สารฟอกขาวถูกทำลายได้ หรือถ้าไม่มั่นใจก็สามารถปลูกรับประทานเองได้ง่าย ๆ
เมื่อทราบแบบนี้แล้วก็อย่าลืมหันมารับประทานถั่วงอกกันดูบ้าง เพราะนอกจากจะให้คุณค่าต่อร่างกายมากมายแล้วยังมีราคาถูกอีกด้วย หรือใครจะปลูกรับประทานเองก็สามารถทำได้ ง่าย ๆ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายที่ดีค่ะ
ที่น่าสนใจ พฤติกรรมของผู้บริโภคในขณะนี้ กว่าร้อยละ 50 จะขายซากผลิตภัณฑ์ฯ ก็ต่อเมื่อไม่ใช้แล้ว ส่วนที่เหลือจะเก็บปะปนรวมกับขยะทั่วไป โดยทางผู้ที่รับซื้อไปก็ไม่ได้มีการจัดการอย่างถูกต้อง จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ปี 2555 ได้คาดการณ์ปริมาณซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 8 ประเภท ได้แก่ โทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ/วิดีโอ อุปกรณ์เล่นภาพ/เสียงขนาดพกพา เครื่องพิมพ์/โทรสาร โทรศัพท์มือถือ/บ้าน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ติดเป็นน้ำหนักรวม 359,070 ตัน และหากนับรวมผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆ ด้วย ประเทศไทยน่าจะมีปริมาณซากผลิตภัณฑ์ฯ ไม่ต่ำกว่า 400,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ คาดว่ามีซากหลอดไฟไม่ต่ำกว่า 250 ล้านหลอดและแบตเตอรี่แห่งไม่ต่ำกว่า 500 ล้านก้อน คิดเป็นน้ำหนักรวมอีกกว่า 42,000 ตัน
และในปี พ.ศ.2559 คาดจะเกิดซากผลิตภัณฑ์ฯ ประมาณ 24.30 ล้านเครื่อง ซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ประมาณ 280 ล้านหลอด และซากแบตเตอรี่แห้งอีกประมาณ 650 ล้านก้อน
เนื่องจากการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ นั้นยุ่งยากและซับซ้อน อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากองค์ประกอบวัสดุที่หลากหลาย ทั้งสารอันตรายที่เป็นโลหะหนัก สารในกลุ่มสารมลพิเศษที่ตกค้าง หากว่าถูกถอดแยกชิ้นส่วนโดยเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะเป็นการปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม
อย่างการถอดแยกเครื่องปรับอากาศ หรือตู้เย็นเพื่อนำมาไซเคิล ทำให้เกิดการระบายสารความเย็นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งตัวสารทำความเย็นส่วนใหญ่ก็ยังเป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซนหรือกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดภาะวะโลกร้อน
'ถั่วงอก' มากคุณค่าทางโภชนาการ
ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อยเดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวลมหนาวพัดมา ทำให้หลายคนเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาการหวัดที่มักจะเป็นกันมาก จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Dr Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Du Dv Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจาก "ถั่วงอก" ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย แถมยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหวัด วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีคุณประโยชน์ของถั่วงอกมาบอกกล่าวให้ทราบกันด้วย
"ถั่วงอก" คือ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจากเมล็ดของถั่ว ซึ่งเมล็ดถั่วที่นิยมเพาะกันมีหลายชนิด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ซึ่งรสชาติและวิธีการเพาะถั่วแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป สำหรับถั่วที่คนไทยนิยมรับประทานกัน คือถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วเขียว เพราะมีรสชาติหวานกรอบ และอร่อยถูกปากคนไทย ซึ่งสามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ เช่น นำมาใส่ในก๋วยเตี๋ยว นำมาเป็นเครื่องเคียงในขนมจีนน้ำยา ใส่ในผัดไทย หอยทอด และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีก เช่น ผัดถั่วงอก
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอกนั้นมีคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง ได้แก่ โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินค่อนข้างครบถ้วน โดยในถั่วงอกนั้นจะมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็กสูง อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ถ้าเรารับประทานถั่วงอก 1 ถ้วย จะให้วิตามินซีในปริมาณ 1 ใน 10 ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่เราจะรับประทานถั่วงอกเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคหวัด
นอกจากนี้ถั่วงอกยังจัดเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำ โดยถั่วงอก 100 กรัมจะให้พลังงานเพียง 36 กิโลแคลอรี และยังให้เส้นใยอาหารสูงจึงเหมาะกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว หรือคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน
อย่างไรก็ตามมีการทดลองในหนูพบว่า การให้หนูกินสารในถั่วงอกสามารถป้องกันตับจากการถูกทำลายได้ โดยในถั่วงอกมีสารอาหารพิเศษ ได้แก่ สารซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส หรือเอสโอดี (SOD) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง สารกาบา (GABA) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง พบว่า สูงกว่าถั่วธรรมดาถึง 27 เท่า สารออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนที่พบได้ในพืช ทำหน้าที่ควบคุมการแก่ของเซลล์ได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถป้องกันการแก่ของเซลล์ในคน
นอกจากนี้ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานคุณค่าทางโภชนาการของถั่วงอก 100 กรัม ให้คุณค่าดังนี้ โปรตีน 2.8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม แคลเซียม 27 มิลลิกรัม และเหล็ก 12 มิลลิกรัม ส่วนวิตามินอื่น ๆ ในถั่วงอก ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 ฯลฯ
ที่สำคัญการเลือกรับประทานถั่วงอกให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่เลือกซื้อถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ หรือมีสีคล้ำมากกว่าปกติ Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ea Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ec Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei Ei El El El El El El El En En และในการนำมาประกอบอาหารควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นจึงทำให้สุกเพราะความร้อนจะทำให้สารฟอกขาวถูกทำลายได้ หรือถ้าไม่มั่นใจก็สามารถปลูกรับประทานเองได้ง่าย ๆ
เมื่อทราบแบบนี้แล้วก็อย่าลืมหันมารับประทานถั่วงอกกันดูบ้าง เพราะนอกจากจะให้คุณค่าต่อร่างกายมากมายแล้วยังมีราคาถูกอีกด้วย หรือใครจะปลูกรับประทานเองก็สามารถทำได้ ง่าย ๆ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายที่ดีค่ะ
รู้จักปรุงอาหารผ่าน ‘ไมโครเวฟ’
เชื่อแน่ว่า ผู้บริโภคหลายคนอาจมีความสงสัยว่า อาหารแช่แข็ง (frozen food) หรือ อาหารที่มีความเย็นในระดับอุณหภูมิต่ำ (chilled food) เมื่อนำเข้าเตาอบไมโครเวฟแล้ว คุณค่าทางอาหารจะลดลงหรือไม่ หลายคน เกิดความกลัวว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากไมโครเวฟ อาจเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็ง หรือ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แท้จริงแล้วการรับประทานอาหารจากไมโครเวฟ ไม่ได้ อันตรายอย่างที่คิด หากผู้บริโภคมีความเข้าใจเกี่ยวกับการปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟอย่าง ถูกวิธี
รู้จักกับคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารกันดีกว่า
คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารนั้นมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี คลื่นแสงอินฟาเรด คลื่นแสง ธรรมดา คลื่นแสงอุลตร้าไวโอเล็ต คลื่นรังสีเอ๊กซ์ และคลื่นรังสีแกมม่า คลื่นไมโครเวฟนั้น มีคลื่น สั้นกว่า คลื่นวิทยุ คลื่นทีวี แต่มีความยาวกว่าคลื่น แสงอินฟาเรด และคลื่นอื่นๆ ที่กล่าวข้างต้นคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหาร มีความถี่คลื่น 2,450 ล้านรอบต่อวินาที (หรือ 2,150 เมกะเฮิร์ทซ์) เมื่อคลื่นพุ่งไปกระทบอาหารจะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำทั้งในและนอกอาหารเกิดการสั่นสะเทือนเสียดสีกันเป็นความร้อน ทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว
เมื่อคลื่นไมโครเวฟมอบพลังงานให้โมเลกุลของน้ำหมดแล้ว จะไม่มีการตกค้างหรือปะปนในอาหารเพราะคลื่นไมโครเวฟ เป็นคลื่นพุ่งผ่านแล้วมอบพลังงานให้กับสิ่งที่มันพุ่งผ่านไป เมื่อพลังงานหมดก็สลายตัวไป คงเหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการวิ่งผ่านไป คือเกิดความร้อนทำให้อาหารสุก จากนั้นคลื่นก็จะสลายตัวไปเอง ไม่เหลือทิ้งไว้ในอาหาร ฉะนั้น อาหารที่ทำให้สุกจากคลื่นไมโครเวฟ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ 100%
ในทางการแพทย์ มีการนำคลื่นไมโครเวฟ มาใช้ในการรักษาคนไข้เหมือนกัน แต่เป็นคลื่นที่มีความถี่คลื่นน้อยกว่าคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหาร เพราะต้องการเพียงความร้อนขนาดอุ่นๆ สบายๆ ไม่ใช่ร้อนมากขนาดจะทำให้เนื้อสุก เช่น ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูใช้คลื่นไมโครเวฟความถี่ต่ำเพื่อใช้คลายการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อมีความร้อนกำลังสบายๆ ทางด้านรังสีรักษา และทางระบบทางเดินปัสสาวะใช้คลื่นไมโครเวฟความถี่สูงขึ้นกว่าทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูประมาณ 915 เมกะเฮิร์ทซ์ ให้ความร้อนสูงขึ้น แต่ไม่ถึงจุดเดือด ใช้รักษาทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ตื้นๆ ร่วมกับการรักษาด้วยรังสีและยารักษามะเร็ง
สำหรับบางคนอาจมีข้อสงสัยว่า การจ้องมองแสงสว่างขณะที่ไมโครเวฟกำลังทำงานอาจเป็นอันตรายต่อดวงตา แท้ที่จริงแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะแสงที่เรามองเห็นในตู้ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟ แต่เป็นแสงของดวงไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในตู้ขณะเครื่องทำงานเท่านั้นเอง เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟ Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Qu Qu Qu Qu Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Re ไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้ เพราะมีแรงทะลุทะลวง ต่ำกว่าคลื่นอินฟาเรด แสงธรรมดา คลื่นอุลตร้า ไวโอเล็ต และ รังสีเอ๊กซ์หรือรังสีแกมมา
รับประทานอาหารไมโครเวฟ แบบปลอดภัย
ผู้บริโภคบางคนที่มีความกังวลกับการรับประทานอาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำ ที่นำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟว่าอาจมีคุณค่าสารอาหารน้อยกว่าอาหารที่รับประทานกันทั่วๆ ไป แท้ที่จริงแล้ว อาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำ เป็นวิธีการถนอมอาหาร รูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยรักษา และถนอมคุณภาพอาหารให้คงความสด สะอาด ช่วยระงับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหาร อาทิ แบคทีเรีย ยีสต์ หรือ รา ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ฉะนั้น อาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำที่นำเข้าไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ จึงไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจในการใช้ไมโครเวฟอย่างถูกวิธี อาทิ
1.ควรเลือกภาชนะที่เหมาะสม เช่น ชามกระเบื้อง พลาสติกที่ทนความร้อนได้เกินจุดเดือด ภาชนะไม้ จานกระดาษ
2.ห้ามใช้ภาชนะโลหะทุกชนิด หรือภาชนะกระเบื้องที่มีขอบเงินขอบทอง เพราะคลื่นไม่สามารถจะพุ่งผ่านไปได้ เมื่อชนโลหะแล้วคลื่นจะสะท้อนกลับ เกิดประกายไฟดวงเล็กๆ อาจเกิดไฟลุกไหม้ ในตู้ได้ หากในตู้มีน้ำมันกระเด็นโดยรอบ
3.ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการใช้งาน
4.เวลาอุ่นอาหารที่เป็นน้ำหรือน้ำมันเมื่อเดือดมีโอกาสกระเด็นไปติดรอบตู้ สกปรก เลอะเทอะ ยุ่งยาก ต้องเสียเวลาทำความสะอาดตู้ อาจจะใช้ฝาชี หรือพลาสติกทนความร้อนครอบอาหารเสียก่อนเริ่มเปิดใช้เครื่อง
5.ไม่ควรนำอาหารที่มีผิวมันหรือมีเปลือกแข็ง เข้าไปทำให้สุกในตู้ เพราะความร้อนทำให้อากาศภายในอาหารขยายตัว ประกอบกับไอน้ำที่เกิดขึ้นมีแรง ดันสูง จะทำให้เกิดระเบิดเสียงดังได้ ควรใช้ส้อมจิ้มผิวอาหารหรือเปลือกอาหารให้เป็นรูเสียก่อน เพื่อป้องกันการปะทุที่เกิดจากความร้อนภายในอาหารขยายตัว
6.การปรุงอาหารด้วยภาชนะที่มีฝาปิดในตัวควรเปิดฝาเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำพุ่งออกได้หรือพลิกฝาปิดเพียงวางไว้เฉยๆ ไม่ปิดแน่น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคไม่ควรทิ้งอาหาร ในไมโครเวฟนานเกินไป อย่างเช่น ถ้าต้องการอุ่นอาหาร 5 นาที หลังจากผ่านไป 2-3 นาที ควรนำอาหารออกมาคน หรือ กวน เพื่อกระจายความร้อนให้ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงนำกลับเข้าไปอุ่นให้ครบตามเวลาที่กำหนด
เนื่องจากอาหารที่ได้รับความร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ อาจได้รับความร้อนไม่สม่ำเสมอ หรือ อาหารที่ชิ้นหนาหรือใหญ่มาก คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงใจกลางของอาหารได้ ทำให้อาหารสุก ได้ไม่เท่ากัน อาหารร้อนมากในบางจุด Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro และ ดิบในบางจุด แบคทีเรียบางชนิดอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรหั่นหรือตัดอาหารให้มีขนาด เหมาะสม จัดอาหารให้กระจายห่างกัน ไม่รวมเป็นกระจุกเดียว กลับด้านให้สุกทั่วกัน
การดูแลมีส่วนสำคัญมากในเรื่องของความปลอดภัย เมื่อใช้แล้วต้องเช็ดทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้เศษอาหารกระเด็นค้างอยู่ในตู้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะความเค็มของอาหารจะทำให้เหล็กตู้เป็นสนิมและเกิดเป็นรอยทะลุ ทำให้คลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ ห้ามใช้ของมีคมขูดหรือขัดตู้
ไมโครเวฟ ถ้ารู้จักใช้อย่างถูกวิธี จะมี ประโยชน์มาก เพราะสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน ฉะนั้น อย่าลืมซื้อเครื่องที่มีมาตรฐาน มีการรับรองคุณภาพ อ่านคู่มือก่อนใช้ และเลือกภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสม หากเครื่องดีไม่มีรอยรั่ว อันตรายจากไมโครเวฟ จะไม่เกิดขึ้นเลย 100%
รู้จักกับคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารกันดีกว่า
คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารนั้นมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี คลื่นแสงอินฟาเรด คลื่นแสง ธรรมดา คลื่นแสงอุลตร้าไวโอเล็ต คลื่นรังสีเอ๊กซ์ และคลื่นรังสีแกมม่า คลื่นไมโครเวฟนั้น มีคลื่น สั้นกว่า คลื่นวิทยุ คลื่นทีวี แต่มีความยาวกว่าคลื่น แสงอินฟาเรด และคลื่นอื่นๆ ที่กล่าวข้างต้นคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหาร มีความถี่คลื่น 2,450 ล้านรอบต่อวินาที (หรือ 2,150 เมกะเฮิร์ทซ์) เมื่อคลื่นพุ่งไปกระทบอาหารจะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำทั้งในและนอกอาหารเกิดการสั่นสะเทือนเสียดสีกันเป็นความร้อน ทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว
เมื่อคลื่นไมโครเวฟมอบพลังงานให้โมเลกุลของน้ำหมดแล้ว จะไม่มีการตกค้างหรือปะปนในอาหารเพราะคลื่นไมโครเวฟ เป็นคลื่นพุ่งผ่านแล้วมอบพลังงานให้กับสิ่งที่มันพุ่งผ่านไป เมื่อพลังงานหมดก็สลายตัวไป คงเหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการวิ่งผ่านไป คือเกิดความร้อนทำให้อาหารสุก จากนั้นคลื่นก็จะสลายตัวไปเอง ไม่เหลือทิ้งไว้ในอาหาร ฉะนั้น อาหารที่ทำให้สุกจากคลื่นไมโครเวฟ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ 100%
ในทางการแพทย์ มีการนำคลื่นไมโครเวฟ มาใช้ในการรักษาคนไข้เหมือนกัน แต่เป็นคลื่นที่มีความถี่คลื่นน้อยกว่าคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหาร เพราะต้องการเพียงความร้อนขนาดอุ่นๆ สบายๆ ไม่ใช่ร้อนมากขนาดจะทำให้เนื้อสุก เช่น ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูใช้คลื่นไมโครเวฟความถี่ต่ำเพื่อใช้คลายการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อมีความร้อนกำลังสบายๆ ทางด้านรังสีรักษา และทางระบบทางเดินปัสสาวะใช้คลื่นไมโครเวฟความถี่สูงขึ้นกว่าทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูประมาณ 915 เมกะเฮิร์ทซ์ ให้ความร้อนสูงขึ้น แต่ไม่ถึงจุดเดือด ใช้รักษาทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ตื้นๆ ร่วมกับการรักษาด้วยรังสีและยารักษามะเร็ง
สำหรับบางคนอาจมีข้อสงสัยว่า การจ้องมองแสงสว่างขณะที่ไมโครเวฟกำลังทำงานอาจเป็นอันตรายต่อดวงตา แท้ที่จริงแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะแสงที่เรามองเห็นในตู้ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟ แต่เป็นแสงของดวงไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในตู้ขณะเครื่องทำงานเท่านั้นเอง เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟ Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pr Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Pu Qu Qu Qu Qu Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Ra Re ไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้ เพราะมีแรงทะลุทะลวง ต่ำกว่าคลื่นอินฟาเรด แสงธรรมดา คลื่นอุลตร้า ไวโอเล็ต และ รังสีเอ๊กซ์หรือรังสีแกมมา
รับประทานอาหารไมโครเวฟ แบบปลอดภัย
ผู้บริโภคบางคนที่มีความกังวลกับการรับประทานอาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำ ที่นำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟว่าอาจมีคุณค่าสารอาหารน้อยกว่าอาหารที่รับประทานกันทั่วๆ ไป แท้ที่จริงแล้ว อาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำ เป็นวิธีการถนอมอาหาร รูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยรักษา และถนอมคุณภาพอาหารให้คงความสด สะอาด ช่วยระงับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหาร อาทิ แบคทีเรีย ยีสต์ หรือ รา ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ฉะนั้น อาหารแช่แข็ง หรือ อาหารอุณหภูมิต่ำที่นำเข้าไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ จึงไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจในการใช้ไมโครเวฟอย่างถูกวิธี อาทิ
1.ควรเลือกภาชนะที่เหมาะสม เช่น ชามกระเบื้อง พลาสติกที่ทนความร้อนได้เกินจุดเดือด ภาชนะไม้ จานกระดาษ
2.ห้ามใช้ภาชนะโลหะทุกชนิด หรือภาชนะกระเบื้องที่มีขอบเงินขอบทอง เพราะคลื่นไม่สามารถจะพุ่งผ่านไปได้ เมื่อชนโลหะแล้วคลื่นจะสะท้อนกลับ เกิดประกายไฟดวงเล็กๆ อาจเกิดไฟลุกไหม้ ในตู้ได้ หากในตู้มีน้ำมันกระเด็นโดยรอบ
3.ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการใช้งาน
4.เวลาอุ่นอาหารที่เป็นน้ำหรือน้ำมันเมื่อเดือดมีโอกาสกระเด็นไปติดรอบตู้ สกปรก เลอะเทอะ ยุ่งยาก ต้องเสียเวลาทำความสะอาดตู้ อาจจะใช้ฝาชี หรือพลาสติกทนความร้อนครอบอาหารเสียก่อนเริ่มเปิดใช้เครื่อง
5.ไม่ควรนำอาหารที่มีผิวมันหรือมีเปลือกแข็ง เข้าไปทำให้สุกในตู้ เพราะความร้อนทำให้อากาศภายในอาหารขยายตัว ประกอบกับไอน้ำที่เกิดขึ้นมีแรง ดันสูง จะทำให้เกิดระเบิดเสียงดังได้ ควรใช้ส้อมจิ้มผิวอาหารหรือเปลือกอาหารให้เป็นรูเสียก่อน เพื่อป้องกันการปะทุที่เกิดจากความร้อนภายในอาหารขยายตัว
6.การปรุงอาหารด้วยภาชนะที่มีฝาปิดในตัวควรเปิดฝาเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำพุ่งออกได้หรือพลิกฝาปิดเพียงวางไว้เฉยๆ ไม่ปิดแน่น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคไม่ควรทิ้งอาหาร ในไมโครเวฟนานเกินไป อย่างเช่น ถ้าต้องการอุ่นอาหาร 5 นาที หลังจากผ่านไป 2-3 นาที ควรนำอาหารออกมาคน หรือ กวน เพื่อกระจายความร้อนให้ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงนำกลับเข้าไปอุ่นให้ครบตามเวลาที่กำหนด
เนื่องจากอาหารที่ได้รับความร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ อาจได้รับความร้อนไม่สม่ำเสมอ หรือ อาหารที่ชิ้นหนาหรือใหญ่มาก คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงใจกลางของอาหารได้ ทำให้อาหารสุก ได้ไม่เท่ากัน อาหารร้อนมากในบางจุด Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Re Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro Ro และ ดิบในบางจุด แบคทีเรียบางชนิดอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรหั่นหรือตัดอาหารให้มีขนาด เหมาะสม จัดอาหารให้กระจายห่างกัน ไม่รวมเป็นกระจุกเดียว กลับด้านให้สุกทั่วกัน
การดูแลมีส่วนสำคัญมากในเรื่องของความปลอดภัย เมื่อใช้แล้วต้องเช็ดทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้เศษอาหารกระเด็นค้างอยู่ในตู้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะความเค็มของอาหารจะทำให้เหล็กตู้เป็นสนิมและเกิดเป็นรอยทะลุ ทำให้คลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ ห้ามใช้ของมีคมขูดหรือขัดตู้
ไมโครเวฟ ถ้ารู้จักใช้อย่างถูกวิธี จะมี ประโยชน์มาก เพราะสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน ฉะนั้น อย่าลืมซื้อเครื่องที่มีมาตรฐาน มีการรับรองคุณภาพ อ่านคู่มือก่อนใช้ และเลือกภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสม หากเครื่องดีไม่มีรอยรั่ว อันตรายจากไมโครเวฟ จะไม่เกิดขึ้นเลย 100%
Subscribe to:
Posts (Atom)