Sunday, July 5, 2015

‘ออกพรรษา’ เปิดใจกว้าง ละความโกรธด้วยการให้อภัย

‘วันออกพรรษา’ เป็นวันที่ชาวพุทธได้พร้อมใจกันทำบุญกุศลต่าง ๆ ตามประเพณีที่เคยประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ ทั้งนี้ วันออกพรรษามีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา’  ซึ่งหมายถึง การที่พระภิกษุทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยต่างเปิดโอกาส อนุญาตกันและกัน ให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจด้วยเจตนาดีต่อกัน คือ พระผู้ใหญ่สามารถกล่าวตักเตือนพระผู้น้อยได้และพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถกล่าวชี้แนะถึงข้อไม่ดีของพระผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

โดยที่พระผู้ใหญ่ คือ ผู้มีอาวุโสก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าทำอะไรถูกไปหมดทุกอย่าง ซึ่งการปวารณาเป็นเหมือนการระวัง ทำให้ไม่เกิดความประมาท และไม่ยอมให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้น

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พุทธศาสนิกชนสามารถนำเอาพิธีปวารณาของพระมาลองปฏิบัติได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกัน ช่วยคลายความคลางแคลงขุ่นข้องหมองใจ เป็นโอกาสในการปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ช่วยสร้างเสริมความสามัคคีให้เกิดขึ้น เกิดความเสมอภาคในการแสดงความคิด การว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่ยึดติดกับเพศ อายุ หรือชนชั้นฐานะ ตลอดจนเกิดความเป็นมิตรที่มีความปรารถนาดีต่อกัน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงออกพรรษานี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่พุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันเปิดใจกว้าง ยอมรับข้อดีข้อบกพร่องของตัวเองและรับฟังความคิดหรือความเห็นที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะปกติคนเรามักไม่รู้ตัว มองไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ชอบลำเอียงเข้าข้างตนเอง แต่ผู้ที่อยู่ข้างๆ มักจะมองเห็นข้อบกพร่องของเรา แต่ไม่กล้าเตือน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ช่วงเวลานี้ปวารณาตัวให้ผู้อื่นชี้แนะได้ โดยการเปิดใจซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือลับลมคมในใดๆ ตลอดจนไม่คิดว่าสิ่งที่คิดที่ทำนั้นถูกต้องอยู่เพียงคนเดียว เพราะถ้าคิดหรือทำเช่นนั้นย่อมทำให้จิตใจคับแคบลงและทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้

นอกจากนี้ คนเรามักตกเป็นทาสของความโกรธ เนื่องจากไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือคาดหวังไว้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจ และเมื่อใดที่ไม่สามารถควบคุม หรือจัดการอารมณ์โกรธนั้นได้ ย่อมทำให้เกิดการระเบิดอารมณ์ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมแสดงออกที่ก้าวร้าว รุนแรง ที่อาจแสดงออกด้วยคำพูดหรือการทำร้ายตนเองและผู้อื่นในที่สุด และยังเป็นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาอีกด้วย อาทิ ประสาทตึงเครียด ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง ปวดท้อง เป็นโรคกระเพาะ ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น การสกัดกั้นอารมณ์โกรธจึงเป็นเหมือนการตัดไฟแต่ต้นลม ถึงแม้ทำยากแต่จำเป็นต้องฝึกฝนให้ติดเป็นนิสัย  Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Me Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi   ซึ่งเมื่อใดถ้าเรารู้เท่าทันอารมณ์โกรธของตัวเอง สามารถระงับหรือควบคุมความโกรธนั้นได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็ย่อมมีความสุขและสามารถควบคุมคนอื่นได้เช่นกัน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้แนะวิธีการลดละความโกรธด้วยการให้อภัย โดยบอกว่า ผู้ที่ไม่สามารถให้อภัยได้ย่อมทำให้เกิดความทุกข์เรื้อรัง มักโกรธและผิดหวังได้ง่ายๆ การให้อภัยจึงเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองและผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้แก้ไขปรับปรุงตัว และทำให้ตัวเองได้รู้จักปล่อยวาง ฝึกนิสัยและจิตใจให้เย็นลง ไม่หลงตัวเอง ไม่เรื่องมาก ลดความกังวล ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและเป็นโรคประสาท ทำให้เข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น มีอายุยืนและมีความสุขมากขึ้น การให้อภัยจึงเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันโรคทางจิต ทำให้สุขภาพจิตดี มีความสุข และผู้ที่ทำได้ย่อมเป็นผู้ชนะ ตลอดจนเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง

ออกกำลังกายอย่างไร ลดโรคกระดูกพรุน

“การออกกำลังกาย” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน นอกจากเป็นการสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้แข็งแรงแล้ว ยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูกได้อีกด้วย

นพ.อรรถฤทธิ์ ศฤงคไพบูลย์ รองประธาน มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ อธิบายถึงการออกกำลังกายที่ช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความแข็งแรงของกระดูก ว่า วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดี คือ การรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เพื่อเป็นต้นทุนสำหรับการสร้างเนื้อกระดูก และวิตามินดี ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม และต้องทำร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อกระดูก การออกกำลังกายที่ช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการป้องกันโรคกระดูกพรุน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก คือ การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก โดยเฉพาะการลงน้ำหนักต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งชนิดของการออกกำลังกายและระดับความหนักเบาในการกระแทกหรือการลงน้ำหนัก ขึ้นอยู่กับช่วงวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

2.การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพราะกระดูกและกล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กัน กล้ามเนื้อจะทำหน้าที่ช่วยพยุงกระดูกส่วนต่างๆ รวมถึงการทรงตัวของร่างกาย และถึงแม้กระดูกจะแข็งแรง หากถูกกระแทกจากการหกล้มบ่อยๆ ก็ส่งผลเสียกับกระดูกเช่นเดียวกัน

 “เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงในระยะยาว การดื่มนมเป็นประจำทุกวัน เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีสูงควบคู่กับการออกกำลังกายที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสร้างพฤติกรรมเสริมสุขภาพที่ดีให้กับตัวเองด้วยการ ลด ละ เลี่ยง  Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi  พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายทำลายกระดูก เช่น ลดหรือเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินซ้ำๆ ไม่หลากหลาย หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูง การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว และควรให้ร่างกายได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี”  นพ.อรรถฤทธิ์ กล่าว

No comments:

Post a Comment